หน้าแรก ข่าวการศึกษา ผลประชุมองค์ก...

    ผลประชุมองค์กรหลัก 1/2560 กระทรวงศึกษาธิการ

    317
    1

    นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารฝ่ายการเมือง ร่วมประชุมองค์กรหลัก ครั้งที่1/2560 เมื่อวันพุธที่ 4 มกราคม 2560 โดยมีประเด็นสำคัญโดยสรุปดังนี้

    • เรื่องที่นายกรัฐมนตรีสั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (4 มกราคม 2560)

    นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ดังนี้

    • สถานการณ์อุทกภัยซึ่งเกิดขึ้นหลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้  นายกรัฐมนตรีได้ห่วงภาวะฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ จึงได้กำชับเรื่องนี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และในการประชุมองค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการวันนี้ (4 มกราคม) ได้สั่งการให้ข้าราชการระดับสูงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ไปดูแลให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาและประชาชนอย่างเร่งด่วน
    • การจัดการศึกษาแก่บุตรของชาวต่างชาติ  ซึ่งอพยพเข้ามาเมืองไทยด้วยสาเหตุต่าง ๆ
    • ร่างพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. …. จากข้อมูลพบว่าประเทศไทยนำเข้ายาจากต่างประเทศถึงปีละ 4-5 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้ข้าราชการใช้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลมากกว่าประชาชนทั่วไปถึง 10เท่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงได้นำเรื่องนี้มาหารือถึงความต้องการใช้สมุนไพรในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมสมุนไพรได้รับการคาดการณ์ว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต และทุกประเทศต่างตระหนักถึงความสำคัญของสมุนไพรและยาแผนโบราณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในระบบบริการทางการแพทย์และการสาธารณสุข เช่น ฟ้าทะลายโจร ซึ่งได้รับการยอมรับว่ามีสรรพคุณดีเยี่ยมในการป้องกันรักษาไข้หวัดใหญ่และอื่นๆ อีกมากมาย นายกรัฐมนตรีจึงฝากให้ทุกกระทรวงพิจารณาการนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ใช้เพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งจะมีส่วนต่อการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร และเพื่อทดแทนการนำเข้ายาแผนปัจจุบันและอาหารเสริมจากต่างประเทศ โดยหน่วยงานต่าง ๆ อาจจัดให้มีตู้ยาสมุนไพร ซึ่งนอกจากจะเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการแล้ว ยังช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสมุนไพรไทยด้วย
    • การปลูกจิตสำนึกในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย  ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุสูงมาก จึงต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการจัดกิจกรรมรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้เด็กนักเรียน รวมทั้งสามารถไปบอกพ่อแม่ผู้ปกครองให้ปฏิบัติตามกฎจราจรด้วย โดยขอให้สร้างกระแสในเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นโดยเร็วและต่อเนื่อง และรัฐบาลจะมีมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการป้องกันอุบัติเหตุต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องเช่นกันด้วย
    • ขอให้ทุกกระทรวงดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ซึ่งในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดไว้แล้วตามยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาที่จะดำเนินการ 6 ด้าน คือ 1) ความมั่นคง 2) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ 4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม 5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยกระทรวงศึกษาธิการจะมีแผนงาน/โครงการ/กิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรม ในเวลาที่เหลือตาม Roadmap ของรัฐบาลด้วย

    แผนงาน/โครงการของกระทรวงศึกษาธิการที่จะดำเนินการในปีนี้

    นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ในระยะเวลาที่เหลือตาม Roadmap ของรัฐบาล ก่อนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง กระทรวงศึกษาธิการจะขับเคลื่อนกิจกรรมและดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) และสานต่อนโยบายทางการศึกษาที่ผ่านมาของรัฐบาล โดย Focus ในเรื่องที่จะดำเนินการในปี 2560 ดังนี้

    • การพัฒนาโรงเรียน ICU หรือเป็นโรงเรียนที่อยู่ในสภาพที่แย่ เช่น ครูไม่พอ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ  เด็กออกกลางคันจำนวนมาก มีปัญหาด้าน IT เป็นต้น หากไม่ดูแลโรงเรียน ICU เหล่านี้ การศึกษาชาติจะตกต่ำลงไปเรื่อย ๆ
      – โดย
      ในเบื้องต้นได้ทำการคัดเลือกโรงเรียน ICU สังกัด สพฐ. จำนวน 3,000 แห่ง จากจำนวนทั้งสิ้น 10,000 แห่งด้วยความสมัครใจก่อน และ สพฐ. จะพิจารณาคัดเลือกโรงเรียน ICU ในกรณีที่โรงเรียนนั้นมีสภาพที่เข้าข่ายโรงเรียน ICU แต่ไม่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ หรือกรณีที่ไม่อยู่ในข่าย ICU แต่อยากจะเข้าร่วมโครงการ ก็คงมีเตียงที่จะรักษาไม่พอ
      – การดำเนินการเช่นนี้จะเปรียบเสมือนกับการมีโรงพยาบาลที่มีเตียง
      ICU
      จำนวน 3,000 เตียง โดย สพฐ. จะทำหน้าที่เสมือนเจ้าของโรงพยาบาล และเมื่อได้โรงเรียน ICU แล้ว ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครูในโรงเรียนต้องร่วมกันวินิจฉัยปัญหาของโรงเรียน จากนั้นจัดทำแผนการรักษาจากทุกภาคส่วน ซึ่งผู้บริหาร สพฐ. ต้องร่วมกันพิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาโรงเรียน ICU ด้วย เมื่อมีแผนแล้วจะระดมแก้ปัญหาภายใน 1 ภาคเรียน หากโรงเรียนใดได้รับการพัฒนาจนพ้นจากโรงเรียน ICU แล้วก็สามารถออกจากเตียง ICU ได้ โดยผู้อำนวยการสถานศึกษาที่สามารถนำโรงเรียนออกจากเตียง ICU ได้ จะได้รับการเลื่อนขั้นตามความดีความชอบอย่างเหมาะสม และถือเป็นเกณฑ์ใหม่ในการพิจารณาความก้าวหน้าในสายงานอีกอันหนึ่งด้วย
      – เมื่อเร็ว ๆ นี้
      รัฐมนตรีได้มีการประชุมทางไกลกับผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่ทางการศึกษาทั่วประเทศแล้ว โดยขอให้เขตพื้นที่การศึกษารับฟังเสียงสะท้อนจากชุมชนด้วย
      – แนวทางการพัฒนาโรงเรียน ICU นอกจากจะพัฒนาในโรงเรียน สพฐ. ที่มีจำนวน 3,000 แห่ง จะพัฒนาสถานศึกษา ICU สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และโรงเรียนเอกชน ในรูปแบบเดียวกันด้วย

    • การปฏิรูปครู  จะสืบสานพระราชปณิธานด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเรื่องที่เกี่ยวกับครู เช่น
      ปัญหาปัจจุบันคือ ครูมุ่งเขียนงานวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหารเพื่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น แล้วบางทีก็ย้ายไปที่ใหม่ ส่วนครูที่มุ่งการสอนหนังสือกลับไม่ได้อะไรตอบแทน  ระบบไม่ยุติธรรม เราต้องเปลี่ยนระเบียบตรงจุดนี้ การสอนหนังสือต้องถือว่าเป็นความดีความชอบ หากคนใดสอนดี ซึ่งส่วนมากคือมีคุณภาพและปริมาณ ต้องมี reward” (5 ก.ค.2555) หรือ
      ครูบางส่วนเวลาสอนนักเรียนจะสอนไม่หมดแต่เก็บไว้บางส่วน หากนักเรียนต้องการรู้ทั้งหมดวิชา ก็ต้องเสียเงินไปสมัครเรียนพิเศษกับครูท่านนั้น จะเป็นการสอนในโรงเรียนหรือส่วนตัวก็ตาม” (5 ก.ค.2555) เป็นต้น
      – โดยกระทรวงศึกษาธิการจะเร่งดำเนินการในเรื่องการปรับปรุงหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะของครู แนวทางการอบรมครู รวมทั้งโครงการ “ครูคืนถิ่น” ซึ่งเป็นแผนระยะ
      10 ปีที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ. เป็นเจ้าภาพหลัก แต่เมื่อทุกภาคส่วนเห็นว่าจะมีการแยก สกอ. เป็นกระทรวงอุดมศึกษา (หรืออาจจะใช้ชื่ออื่น) จึงต้องเปลี่ยนหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักตามโครงการครูคืนถิ่น
      โดยให้ สพฐ. และ สอศ. ดูแลรับผิดชอบ

    • ยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศด้านการส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ฯลฯ โดยขณะนี้กำลังดำเนินการจัดทำแอพพลิเคชั่น Echo V หรือ Echo English  Vocational สำหรับให้ผู้เรียนอาชีวศึกษาที่จะจบในปีนี้ได้มีโอกาสใช้แอพพลิเคชั่นเพื่อการส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษตามหลักสูตรและสาขานั้น ๆ เช่น Hospitality ก็จะบรรจุคำศัพท์และการเรียนรู้ในด้านนี้ อันจะช่วยเตรียมความพร้อมด้านภาษาต่างประเทศให้ผู้เรียนก่อนจบออกไปทำงานจริง

    • การส่งเสริมคุณธรรม  เพื่อต้องการสร้างเด็กให้โตขึ้นมา เกลียดความไม่ซื่อสัตย์ เกลียดการโกง หรือเติบโตขึ้นมากับความไม่โกง โดยให้ยึดหลัก โตให้กลัว เล็กให้เกลียด กล่าวคือ ปลูกฝังให้ผู้ใหญ่กลัวความผิดจากการโกง และให้เด็กเกลียดการโกงตั้งแต่เล็ก ๆ เพื่อจะได้ไม่กระทำการสิ่งใดที่เป็นการทุจริต

    • การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านการศึกษา  ซึ่งจะมีการหารือรายละเอียดร่วมกับหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในแต่ละเรื่องต่อไป

    • การปรับปรุงหลักสูตร  ยืนยันว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะอยู่ในกรอบเดิม เพียงแต่จะปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดหลักสูตรเองได้ ซึ่งกรอบหลักของหลักสูตรจะเน้นไปที่ Active Learning (การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ หรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำและได้ใช้กระบวนการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป) ให้มากขึ้น ส่วนรายวิชาที่จะเพิ่มเติมในหลักสูตรฉบับปรับปรุงจะมี 3 วิชา คือ ภูมิศาสตร์, Design Technology และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสื่อสาร (ICT) พร้อมทั้งเน้นการส่งเสริมการอ่านของผู้เรียนให้มากขึ้นด้วย

    • ผลการทดสอบ PISA  ซึ่งอันดับของประเทศยังไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงจะมีการวางแผนงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อยกระดับผลการทดสอบ PISA ให้มีอันดับที่สูงขึ้นในระยะยาว

    • นโยบายการอุดมศึกษา ยังคงเน้นการแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นของสภามหาวิทยาลัย และนโยบายการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา (หรืออาจใช้ชื่ออื่น) ซึ่งยืนยันว่าจะเกิดได้ทันภายใน Roadmap ของรัฐบาลนี้

    • ยุทธศาสตร์ความมั่นคง  เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เช่น โรงเรียนในเขตพื้นที่สูงจังหวัดชายแดนภาคเหนือ (โรงเรียนชายขอบ) หรือการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่ง พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ จะลงไปช่วยกำกับติดตามในโรงเรียนเหล่านี้เพื่อยกระดับการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

    • การจัดการศึกษาแก่เด็กก่อนวัยเรียน  ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่จะประกาศใช้ ได้ระบุตามมาตรา 54 ว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามวรรคหนึ่ง เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย”  ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการต้องเตรียมความพร้อมดำเนินการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย เช่น การหารือร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน การสำรวจจำนวนและความพร้อมของโรงเรียน สพฐ. หรือหลักเกณฑ์การอนุญาตการออกใบประกอบวิชาชีพสำหรับครูปฐมวัย เป็นต้น

    ที่มา :
    บัลลังก์ โรหิตเสถียร: สรุป/รายงาน
    ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี: ถ่ายภาพ
    ลิิ้งค์ข่าว : http://www.moe.go.th/websm/2017/jan/003.html

    -คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ รอความเห็นอื่นก่อน แล้วแสดงความคิดเห็นได้เลย-