ข่าวการศึกษา

สมศ. เปิดภาพต้นแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของรัฐ ครูอบอุ่น – เสริมไอเดีย – พัฒนาอัจฉริยภาพ พร้อมโชว์โมเดลการสอนแบบ “บีบีแอล” วิเคราะห์ตามความแตกต่างของเด็ก

แชร์เรื่องนี้ให้เพื่อน

สมศ. เปิดภาพต้นแบบศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของรัฐ ครูอบอุ่น – เสริมไอเดีย – พัฒนาอัจฉริยภาพ พร้อมโชว์โมเดลการสอนแบบ “บีบีแอล” วิเคราะห์ตามความแตกต่างของเด็ก

ผู้ปกครองหลายคนคาดหวังให้ลูกเรียนเก่ง แต่รู้หรือไม่ว่าพัฒนาการ และศักยภาพของเด็กจะต้องถูกกระตุ้นอย่างเหมาะสมกับสมรรถนะทางร่างกาย เพราะหากร่างกายถูกพัฒนาอย่างสมวัยก็จะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพในด้านอื่นๆ และแน่นอนว่าพัฒนาการที่ดีของเด็กเริ่มต้นขึ้นได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าโรงเรียน โดยเฉพาะเด็กอายุตั้งแต่ 2-3 ขวบซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพให้เหมาะสมกับช่วงวัย

แต่อย่างไรก็ตามการมุ่งเน้นสอนให้เด็กอ่านออกเขียนได้ในช่วงปฐมวัยอาจจะไม่ใช้คำตอบในการพัฒนาเด็กให้กลายเป็นคนเก่งตั้งแต่อยู่ในช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นเรียนรู้ และอาจจะไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมกับเด็กเล็กทุก ๆ คน และเพื่อไขคำตอบว่าการเรียนแบบเด็กเล็กต้องทำอย่างไร วันนี้ สำนักงานรับรองมาตรฐานแลประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ สมศ. จะพาไปรู้จักกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดโพธิวราราม ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตัวอย่างในจังหวัดอุดรธานี  ที่ให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะพัฒนาการเด็กปฐมวัยค่อย ๆ สะสมความรู้จนเกิดเป็นทักษะสำคัญเพื่อการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และยังนำโมเดลที่เรียกว่า BBL (Brain-based Learning) จากข้อเสนอแนะของ สมศ. มาช่วยสั่งสมประสบการณ์และพัฒนาการในตัวเด็ก โดยโมเดลนี้เป็นรูปแบบการพัฒนาที่ทำให้เด็กหลายคนก้าวสู่ความเป็นอัจฉริยะอีกด้วย

นางสายหยุด น้อยชื่น หัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดโพธิวราราม จ.อุดรธานี เล่าว่า สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดโพธิวรารามเปิดรับเด็กตั้งแต่ช่วงอายุ 2 ขวบครึ่ง ถึง 3 ขวบ 11 เดือน โดยการเรียนการสอนภายในศูนย์จะมีการแบ่งห้องเรียนออกเป็น 3 ห้องตามเกณฑ์อายุ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะสมกับช่วงวัย ที่ผ่านมาทางศูนย์ได้นำเอาผลการประเมินภายนอกมาปรับใช้ในการเรียนการสอน โดยเฉพาะด้านการสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์ให้แก่เด็ก ผ่านการจัดการเรียนการสอนแบบ BBL เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับการทำงานของสมองในเด็กแต่ละคน แต่ละช่วงวัย โดยการกระตุ้นสิ่งที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ เนื่องจากทางศูนย์เห็นว่าเด็กในช่วงวัยนี้แต่ละคนมีความสนใจที่แตกต่างกัน

“สำหรับกิจกรรมที่ศูนย์ฯ จัดให้แก่เด็กเล็กที่เข้ามาเรียนนั้นค่อนข้างมีกิจกรรมที่หลากหลาย แต่ละกิจกรรมจะเน้นการสร้างประสบการณ์ผ่านสิ่งใกล้ตัวเด็ก โดยการให้เด็กออกมาเล่าสั้น ๆ ว่าเมื่อเช้าก่อนมาโรงเรียนพวกเขาทำอะไรบ้าง เจออะไรที่กระตุ้นให้พวกเขารู้สึกสนใจ ซึ่งวิธีการนี้จะช่วยให้เด็กกล้าแสดงออก และยังเป็นการร่วมแชร์ประสบการณ์ให้กับเพื่อน ๆ ในห้องเรียน โดยยังมีการจัดกิจกรรมสร้างให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากสิ่งของ โดยทางศูนย์จะใช้ของจริงทั้งหมด เช่นการสอนให้เด็กรู้จักผลไม้ผ่านผลไม้จริง ๆ ก่อนที่จะให้เด็กเรียนรู้ผ่านคลิปวิดีโอ  รวมไปถึงการสร้างทักษะความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ผู้เรียน ผ่านการให้เด็กได้ลองเลือกทำกิจกรรมที่พวกเขาสนใจ อาทิ กิจกรรมเคลื่อนไหวตามจังหวะ เกมเกี่ยวกับการศึกษา  และกิจกรรมเสรี โดยทางศูนย์จะจัดห้องไว้สำหรับทำกิจกรรมเสรี ซึ่งภายในห้องจะมีกิจกรรมที่หลากหลาย โดยให้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงสำหรับการเล่นหรือทำกิจกรรมที่เด็กเป็นคนเลือก เพื่อให้เด็กได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น 1.มุมดนตรี โดยทางศูนย์จะเตรียมเครื่องดนตรีสำหรับเด็ก โดยมุมนี้จะทำให้เด็กมีสมาธิและจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำมากยิ่งขึ้น เมื่อเด็กมีสมาธิก็จะส่งต่อการเรียนรู้ในชั่วโมงต่อไป   2.มุมหนังสือนิทาน โดยมุมนี้จะมีครูพี่เลี้ยงเป็นผู้เล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง เพื่อสร้างประสบการณ์ให้แก่เด็กโดยนิทานส่วนใหญ่จะเป็นนิทานอีสป ซึ่งตอนสุดท้ายจะมีคติสอนใจสอดแทรกอยู่ โดยกิจกรรมนี้นอกจะทำให้พลินเพลินกับเนื้อเรื่องในนิทานแล้วยังทำให้เด็กรู้ ผิด ชอบ ชั่ว ดี ผ่านการเล่านิทาน กิจกรรมเสรียังเป็นการทดสอบความสนใจเบื้องต้นในตัวเด็กอีกด้วย

โดยศูนย์ ฯ ได้มีการฝึกสมรรถนะทางร่างกาย ผ่านกิจกรรมเดินตามรอยยางลบ ทางครูผู้สอนจะแบ่งยางลบออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้เด็กเดินตามจุดที่ครูวางไว้ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และสร้างสมาธิได้อย่างดี อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่ศูนย์ได้เริ่มพัฒนาทักษะความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กผ่านการสอนแบบ BBL ไปแล้วพบว่า พัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น เด็กเข้าใจและสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ต่อยอดสู่การทำแบบฝึกหัด วาดภาพ ระบายสี ได้จริง อีกทั้งยังส่งผลให้ผลการประเมินภายนอกของรอบที่ผ่านมาได้รับการประเมินด้านทักษะความคิดสร้างสรรค์ในระดับดีเยี่ยม นอกจากพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์แล้ว พัฒนาการด้านจิตใจก็คือว่าเป็นเรื่องที่เด็กควรจะได้รับการดูแลอย่างชิด ดังนั้นศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดโพธิวรารามจึงได้ให้ครูทุกคนคอยเอาใจใส่เด็กๆ และปฏิบัติกับเด็กเหมือนคนในครอบครัวเพื่อสร้างความอบอุ่น สร้างให้เด็กเกิดพฤติกรรมการอยากมาโรงเรียน แนวทางดังกล่าวจะส่งผลดีต่อเด็กในช่วงที่เด็กต้องศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ” นางสายหยุด กล่าวสรุป    

ด้านนายอิทธิพนธ์ ตรีวัฒนสุวรรณ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครอุดรธานี กล่าวว่า เทศบาลนครอุดรได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนามาตรฐานการศึกษาในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เนื่องจากการสร้างพื้นฐานด้านการเรียนรู้ในช่วงวัยเด็กถือว่ามีส่วนสำคัญที่จะส่งต่อให้เด็ก ๆ สามารถเรียนในระดับชั้นต่อไปได้ ดังนั้นสิ่งที่ตนให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่องคือ การสร้างบรรยากาศภายในศูนย์ ให้เกิดความอบอุ่น ปลูกฝั่งการอยากมาโรงเรียนให้กับเด็ก ทำให้เด็กอยู่โรงเรียนแล้วมีความสุขที่สุด เพราะทางเทศบาลเห็นว่าหากเด็กเกิดพฤติกรรมอยากมาโรงเรียนจะช่วยต่อยอดไปสู่การเรียนรู้ด้านอื่น ๆ ได้อย่างดี   นอกจากนี้เทศบาลยังได้ให้ความสำคัญในการนำผลการประเมินการจาก สมศ.ไปใช้สำหรับการพัฒนาสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะในรอบที่ผ่านมา ๆ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีผลการประเมินที่ไม่ค่อยดีมากหนัก ดังนั้นหลังจากได้รับข้อเสนอแนะจาก สมศ. ทางเทศบาล ศึกษานิเทศก์จังหวัด และศูนย์จึงได้มีการหารือร่วมกัน และเริ่มลงมือพัฒนาตามข้อเสนอแนะของสมศ. จนปัจจุบัน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดโพธิวรารามได้รับการประเมินในระดับดีมาก มาตรฐานการเรียนรู้ ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเล็กเพิ่มขึ้นมากกว่า 90%  โดยเทศบาลได้ให้ศูนย์พัฒนาเด็กเตรียมความพร้อมสำหรับเข้ารับการประเมินตลอดเวลา โดยการพัฒนาหลักสูตร การสร้างกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อเด็ก ด้วยการพัฒนาจากสิ่งเดิมที่เคยทำอยู่ให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ ดร.นันทา หงวนตัด รักษาการผู้อำนวยการ สมศ. กล่าวว่า สำหรับการประเมินในรอบที่ผ่าน ๆ มา สมศ. ได้เน้นการส่งเสริมให้สถานศึกษานำผลการประเมินไปปรับใช้ในการพัฒนาศักยภาพสถานศึกษา ครูผู้สอน และผู้เรียน โดยเฉพาะการนำผลการประเมินไปใช้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อสร้างมาตรฐานการการศึกษาที่ดีให้แก่เด็กในช่วงเริ่มต้นมาอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้การประเมินคุณภาพภายนอกรูปแบบใหม่นี้ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระงานให้แก่สถานศึกษา และการส่งเสริมให้สถานศึกษานำผลการประเมินภายนอกไปใช้ยังเป็นอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญเช่นกัน เนื่องจากมีสถานศึกษาหลายแห่งที่เข้ารับการประเมินและนำข้อเสนอแนะไปปรับใช้ ผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างดี โดยเฉพาะผลลัพธ์ที่เกิดกับตัวผู้เรียน ดังนั้นในการประเมินภายนอกรูปแบบใหม่ที่จะเริ่มประเมินในเดือนธันวาคม 2563 นี้ สมศ. คาดว่าจะได้รับการตอบรับจากสถานศึกษาทั่วประเทศ และภายหลังการประเมินคุณภาพภายนอกแล้ว สถานศึกษาและต้นสังกัดจะนำผลการประเมินของ สมศ. มาปรับใช้ เพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนอย่างเต็มความสามารถ

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(องค์การมหาชน) โทรศัพท์ 0-2216-3955 หรือเข้าไปที่ www.onesqa.or.th


แชร์เรื่องนี้ให้เพื่อน

Close