เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ

การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โรงเรียนบ้านบาโงย อำเภอรามัน จังหวัดยะลา

ชื่องานวิจัย        การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้  โรงเรียนบ้านบาโงย อำเภอรามัน จังหวัดยะลา

ชื่อผู้วิจัย           นางรัตนา  ดำทองเสน

ปีที่รายงาน         2562

 บทคัดย่อ

            การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้โรงเรียนบ้านบาโงย อำเภอรามัน จังหวัดยะลา เป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อตอบคำถามนั้นใช้วิธีการเก็บข้อมูลจากหลายแหล่งข้อมูลและหลายวิธีการ เพื่อตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของข้อมูล โดยเก็บรวบรวมทั้งในเชิงปริมาณ (Quantitative Data) และข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) ผลผลิตที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้  คือ รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โรงเรียนบ้านบาโงย อำเภอรามัน จังหวัดยะลา มีวัตถุประสงค์ดังนี้  1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาความต้องการในการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้
2. เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้  และ 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้

วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีการดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน คือ 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาความต้องการในการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้  2. ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ และ3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบบันทึกการประชุมสนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม  สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)

            ผลการศึกษาพบว่า

  1. สภาพปัจจุบันและปัญหาความต้องการในการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โรงเรียนบ้านบาโงย อำเภอรามัน จังหวัดยะลา พบว่า มีปัญหาทางด้านสภาพแวดล้อมทั้งปัญหาสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน สภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียนและสภาพแวดล้อมทางวิชาการ  ดังนี้

1.1 สภาพแวดล้อมในห้องเรียน  พบว่า  1.ขาดสื่อและอุปกรณ์ในการสอนประจำห้องเรียน 2. ระบบเสียงในห้องเรียนบางห้องใช้งานไม่ได้ 3. โต๊ะเก้าอี้ชำรุดไม่พอต่อการจัดที่นั่งให้กับนักเรียน 4. ภายในห้องเรียนบางห้องไม่มีบอร์ดสำหรับจัดป้ายนิเทศความรู้ 5. มุมหนังสือในห้องเรียนขาดหนังสือที่น่าสนใจและบางห้องไม่มีมุมหนังสือให้ศึกษาค้นคว้า 6. พื้นในห้องเรียนบางห้องเป็นพื้นปูนการทำความสะอาดห้องเรียนมีฝุ่นปูนหลุดออกมาจำนวนมาก 7. สีผนังโดยรอบห้องเรียนเก่าดูสกปรก 8. แสงสว่างภายในห้องเรียนบางห้องไม่เพียงพอ 9.กระดานดำเขียนด้วยชอล์กมีปัญหาเรื่องฝุ่นชอล์กมีผลต่อสุขภาพของครูและนักเรียน

1.2 สภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน พบว่า 1.สีอาคารเรียนดูเก่าลอกหลุดไม่สวยงาม 2.ภูมิทัศน์บริเวณโรงเรียนบางจุดต้องปรับปรุงและจัดให้เป็นแหล่งเรียนรู้ 3. ลานเกมสร้างสรรค์สีดูเก่าลอกหลุดไม่สวยงาม 4) สนามเด็กเล่น เครื่องเล่นบางชิ้นเริ่มผุพัง สีดูเก่าลอกหลุดไม่สวยงาม 5. โรงอาหารที่นั่งไม่เพียงพอขาดการจัดระบบดูแลภาชนะใส่อาหาร 6. สวนเกษตรมีหญ้ารกและเป็นที่ลุ่ม มีน้ำท่วมขัง 7. สวนสมุนไพรมีหญ้ารกและเป็นที่ลุ่ม มีน้ำท่วมขัง 8. ห้องสำนักงาน ไม่เป็นสัดส่วน 9. ไม่มีห้องประชุม และ10. ห้องน้ำ –  ห้องส้วม ประตูเริ่มชำรุด ผู้ดูแลความสะอาดทำความสะอาดไม่สม่ำเสมอ แสงสว่างไม่เพียงพอ

1.3 สภาพแวดล้อมทางวิชาการ พบว่า 1.ห้องสื่อการเรียนการสอน ขาดอุปกรณ์ที่เอื้อต่อการใช้สื่อที่ทันสมัยและมีอุปกรณ์ไม่เพียงพอต่อการเรียนการสอน 2. ห้องเรียนคอมพิวเตอร์ มีคอมพิวเตอร์ไม่เพียงพอต่อจำนวนนักเรียนและสภาพเครื่องล้าสมัย 3.ห้องสมุดขาดสิ่งจูงใจให้นักเรียนเข้าใช้บริการ  4. ห้องพยาบาลไม่เป็นสัดส่วน แสงสว่างไม่เพียงพอและ 5.ห้องวิชาการ ไม่เป็นสัดส่วน ตู้จัดเก็บเอกสารวิชาการไม่เพียงพอ

  1. การพัฒนารูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ โรงเรียนบ้านบาโงย พบว่า ได้กระบวนการการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน  พบหลักการสำคัญคือ  การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stake holder)  ได้แก่ ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมตัดสินใจและร่วมดำเนินการ ทำให้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของโรงเรียน     มี  5  ขั้นตอนสำคัญ คือ 1) การสร้างความตระหนักให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับรู้สภาพปัญหาและความจำเป็น ร่วมกันวางแผน ร่วมตัดสินใจ ร่วมกันดำเนินการ ตามรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 2) การระดมทรัพยากรเพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 3)การดำเนินการตามแผน / โครงการ/ กิจกรรม 4) การกำกับ ติดตาม และ 5) การสรุปรายงานผล ผลที่ได้รับจากการใช้รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้  พบว่า  ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ
  2. การศึกษาความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 4.84 ผู้ปกครองนักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 4.86  ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 4.87 และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 4.80 และความพึงพอใจโดยภาพรวมของทั้งนักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน ครู และคณะกรรมการสถานศึกษา
    ขั้นพื้นฐาน  พบว่า  อยู่ในระดับมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 4.84  เมื่อพิจารณาระดับความพึงพอใจเป็นรายด้าน ทุกด้านมีระดับความพึงพอใจมากที่สุดเช่นกัน  เรียงลำดับตาม  ค่าเฉลี่ยได้ดังนี้  การจัดสภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน คะแนนเฉลี่ย 4.86 การจัดสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน คะแนนเฉลี่ย 4.83)  และการจัดสภาพแวดล้อมทางวิชาการ  คะแนนเฉลี่ย 4.83

Advertisement
Back to top button
Don`t copy text!
Close