ข่าวการศึกษา

การประสานความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือเด็กในกระบวนการยุติธรรม ในมุมมองของภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 212/2560
รมว.ศธ.บรรยาย “
การประสานความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือเด็กในกระบวนการยุติธรรม ในมุมมองของภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา”

ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จัดการประชุมเพื่อนำเสนอผลการดำเนินงาน “โครงการบูรณาการสร้างเสริมสวัสดิภาพเด็ก เยาวชน และครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม เพื่อพัฒนาระบบงานศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วประเทศให้เป็นศูนย์กลางในการคุ้มครองและแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูเด็ก เยาวชน และครอบครัวอย่างมีมาตรฐานภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน 2560 ณ ห้องจูปิเตอร์ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี – นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานเปิดการประชุมเพื่อนำเสนอผลการดำเนินงาน “โครงการบูรณาการสร้างเสริมสวัสดิภาพเด็ก เยาวชน และครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม (Project on enhancing Co-Operation in Protecting the rights of Children in conflict with the law : CPC)” โดยเชิญ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บรรยายพิเศษเรื่อง “การประสานความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือเด็กในกระบวนการยุติธรรม : ในมุมมองของภาคีเครือข่ายด้านการศึกษา” โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 300 คน อาทิ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ นักจิตวิทยาประจำศาล

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ กล่าวมีใจความตอนหนึ่งว่า ในฐานะที่เป็นนักจิตวิทยาเด็กมาก่อน ทำให้มีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมในต่างประเทศ ซึ่งต้องยอมรับว่าการจัดระบบดูแลเรื่องเหล่านี้ จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และจะต้องมีผู้ที่มีความเชี่ยวชาญรับผิดชอบดูแลเป็นการเฉพาะ จึงจะสามารถช่วยเหลือดูแลเด็กและเยาวชนให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิได้ตามที่กฎหมายในประเทศนั้น ๆ กำหนด

ในส่วนของประเทศไทย มีงบประมาณในการดูแลเด็กอย่างดีจนเติบใหญ่จำนวนไม่มากนัก จึงส่งผลให้ต้องทำงานในเชิงรับมากกว่าเชิงรุก แต่ก็เชื่อว่าด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือภายใต้โครงการบูรณาการสร้างเสริมสวัสดิภาพเด็ก เยาวชน และครอบครัวในกระบวนการยุติธรรม ของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ถือว่าเป็นการทำงานด้านการคุ้มครองช่วยเหลือเด็กและเยาวชนของประเทศเดินมาถูกทิศทางแล้ว แต่สิ่งที่ต้องพึงระวังคือ ไม่ควรที่จะยึดติดกับรูปแบบการทำงานมากนัก เพราะเรื่องของเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะในกระบวนการยุติธรรมด้วยแล้ว การดำเนินงานด้วยความเข้าใจปัญหาและสาเหตุอย่างลึกซึ้ง จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการแก้ปัญหาจากต้นเหตุที่แท้จริง ประกอบกับการมีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาร่วมกันก็จะส่งผลต่อการดำเนินงานได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วมากขึ้น

สิ่งสำคัญอีกประการ คือ การประสานการทำงานระหว่างหน่วยงาน ซึ่งต้องยอมรับว่ารูปแบบการประสานงานจากระดับบนมาสู่ระดับล่างยังไม่เป็นผลมากนัก แม้ว่าระดับนโยบายจะรับรู้และมีความพร้อมที่จะร่วมมือเพียงใด แต่หากระดับล่างซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติไม่รับรู้ข้อมูล การปฏิบัติก็ไม่เกิด ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ซึ่งเกิดจากการยึดติดกับรูปแบบการทำงานมากเกินไป เช่นเดียวกับการบูรณาการการทำงานที่ทุกคนจะต้องรู้และรับผิดชอบงานตามบทบาทหน้าที่ของตัวเอง ตลอดจนเข้าใจความแตกต่างของบทบาทหน้าที่แต่ละด้าน แต่ละหน่วยงาน การบูรณาการการทำงานจะเกิดขึ้นจริง เมื่อนั้นข้อตกลงและความร่วมมือต่าง ๆ ที่เขียนไว้ก็จะไม่อยู่แค่ในกระดาษอีกต่อไป

สำหรับการดำเนินงานในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ เน้นการปรับกระบวนการทำงานเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา ให้เกิดการประสานงานจากระดับล่างขึ้นมาสู่ระดับบนมากขึ้น พร้อมมอบให้ผู้บริหารโรงเรียนเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแล ประสานงาน ร่วมคิด และร่วมมือในการจัดทำแผนหรือกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการคุ้มครองช่วยเหลือเด็กและเยาวชน และในอนาคตจะพยายามส่งเสริมให้สถานศึกษาทุกแห่งมีระบบการทำงาน ตลอดจนแนวทางและขั้นตอนในการประเมินพฤติกรรมเด็กเยาวชนที่สุ่มเสี่ยงที่จะมีปัญหาหรือถูกทำร้ายเบื้องต้นให้ได้รับการช่วยเหลือดูแล ก่อนส่งสู่กระบวนการทางกฎหมายหรือหน่วยงานด้านสังคมต่อไป

นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า การทำงานเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน ตลอดจนครอบครัวที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม จะต้องใช้หลักการทำงาน “เข้าใจ จริงใจ ร่วมมือ” อย่างจริงจัง โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบการทำงาน และมีความพร้อมที่จะเสียสละ ทุ่มเทเวลาในการทำงานเพื่อความมุ่งหมายที่ต้องการเห็นเด็กและเยาวชนกลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของโครงการบูรณาการสร้างเสริมสวัสดิภาพเด็ก เยาวชน และครอบครัว ในกระบวนการยุติธรรมถือว่าบรรลุเป้าหมายที่วางไว้อย่างน่าพึงพอใจ ทั้งในมิติระดับชาติและระดับพื้นที่นำร่องใน 12 จังหวัด เป็นการพลิกโฉมระบบการปฏิบัติงานกระบวนการยุติธรรมภาคปฏิบัติแบบมีส่วนร่วม และบูรณาการการทำงานแบบหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 47 หน่วยงาน ทั้งภาคส่วนกระบวนการยุติธรรม ภาคส่วนการศึกษา ภาคส่วนสวัสดิการสังคม เป็นต้น ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับเด็กและเยาวชนกรณีตัวอย่าง จำนวน 51 คน ให้สามารถกลับไปดำรงชีวิตอยู่กับครอบครัว สังคม และชุมชน โดยไม่กลับมากระทำความผิดซ้ำได้ถึงร้อยละ 94

ทั้งนี้ ขอฝากประเด็นในด้านการศึกษาว่า ควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนคนดี คนคิดเก่งคิดเป็น มากกว่าคนที่เรียนเก่ง เพราะหากจะมองถึงสาเหตุของปัญหาเด็กเกเร เด็กแว้น อาจเกิดจากปัญหาการเรียนไม่เก่ง ไม่ประสบความสำเร็จในห้องเรียนก็เป็นได้ ดังนั้น การสร้างคนเก่ง คนคิดเก่งมากขึ้น อาจช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้นโดยใช้พื้นฐานของความเข้าใจปัญหาเป็นตัวนำ

ข่าวโดย
นวรัตน์ รามสูต, บัลลังก์ โรหิตเสถียร สรุป/รายงาน
ยุทธพงศ์ เลือกกลั่นดี: ถ่ายภาพ
27/4/2560  ที่มา : โดยกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ

=ร่วมแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์=

แท็ก