โละทิ้ง”ทำเล่ม”ขอเลื่อนวิทยฐานะครู

1206

ธีระเกียรติให้พิจารณา”ความเป็นจริง”ชั่วโมงการทำงาน-วิชาและกลุ่มเด็กที่สอนเป็นหลัก

“รมว.ศธ.” เล็งปรับเกณฑ์การพิจารณาเลื่อนวิทยฐานะของครู โละทิ้งวิธีทำผลงานวิขาการเป็นเล่ม แต่ให้พิจารณาจากความเป็นจริง จำนวนชั่วโมงการสอนและวิชาที่สอน และสอนเด็กกลุ่มไหน ความพยายามพัฒนาตนเอง ส่วนการคัดผู้อำนวยการโรงเรียนเน้นระบบทันสมัย ยึดหลัก 3P

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมเรื่องการพัฒนาครูและวิทยฐานะ ที่ประชุมได้หารือถึงเรื่องการปรับเกณฑ์การพิจารณาเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของครู ว่าจะต้องพิจารณาทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ เช่น ดูว่าวิชาที่ครูสอนมีความยากง่ายอย่างไร สอนเด็กประเภทไหน เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้สามารถนำมาใช้วัดในเชิงปริมาณได้ ทั้งนี้ ในส่วนของคุณภาพจะวัดผ่านการอบรมพัฒนาตนเองของครู ไม่ใช่ไปอบรมอะไรก็ได้แล้วมาขอวิทยฐานะ จะต้องอบรมเรื่องที่มีส่วนพัฒนาการเรียนการสอนโดยตรง โดยตนได้หารือกับนายไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมาศึกษาและสร้างโครงการอบรมครูให้ส่งผลในด้านการพัฒนาครูจริง และต่อจากนี้จะเลิกใช้วิธีการทำวิทยานิพนธ์แบบที่ผ่านมา

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในส่วนของการเลื่อนตำแหน่งต่างๆ และการคัดเลือกบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษานั้น จะให้ความสำคัญกับการสอบน้อยลงและใช้ระบบที่ทันสมัยมากขึ้น โดยเน้นหลัก 3P ได้แก่ 1.Proficiency คือทักษะการทำงาน 2.Performance คือผลงาน และ 3.Potential คือศักยภาพ รวมถึงการยกเลิกวิธีการประเมินในรูปแบบเดิมทั้งหมด เนื่องจากใช้คนจำนวนมาก และจะพัฒนาให้ระบบการประเมินใหม่มีความง่ายและตรงกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น โดยขณะนี้ทุกฝ่ายได้เห็นชอบในหลักการแล้ว และจะไปกำหนดในส่วนของรายละเอียด เพื่อเสนอให้คณะกรรมการข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) พิจารณาต่อไป

“นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ที่มีครูบางส่วนไม่สามารถบรรจุเป็นครูผู้ช่วยด้วย เพราะไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ซึ่งที่ประชุมได้หารือแล้วว่าสามารถบรรจุได้ เนื่องจากมีใบอนุญาตประกอบการสอนชั่วคราวที่ทางสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาออกให้ เพียงแต่บรรจุแล้วจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ของคุรุสภา เพื่อให้ได้ใบประกอบวิชาชีพครูภายในระยะเวลา 2 ปี” รมว.ศธ.กล่าว.

ที่มา : ไทยโพสต์

=คิดอย่างไรกับเรื่องนี้=