‘ดาว์พงษ์’ รื้อเกณฑ์ประเมินพีเอ ไม่ยึดติดกับผลงานวิชาการ ให้ไปยึดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียนเป็นหลัก

วันนี้ (31 ส.ค.) รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศธ. เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมได้ตั้งคณะอนุกรรมการวิสามัญเฉพาะกิจขึ้น เพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะ หรือ เลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ตามข้อตกลงในการพัฒนางาน หรือ PA (Performance Agreement) โดยมีตนเป็นประธาน เนื่องจากเห็นว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นการประเมินทางวิชาการด้วยการสอบมากเกินไป จึงให้ปรับวิธีการประเมินผลโดยไม่ยึดติดกับผลงานวิชาการ แต่ให้ไปยึดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียนเป็นหลัก ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าว พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี อดีต รมว.ศธ.ได้มีการประกาศไว้ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.2558 ซึ่งจะมีขั้นตอนของการเข้าสู่การเลื่อนวิทยฐานะ คือ การกลั่นกรอง โดยการสอบวัดความรู้ ความสามารถใน 8 กลุ่มสาระวิชาการเรียนรู้

“ที่ประชุมเห็นว่าควรมีการทบทวนกระบวนการกลั่นกรองบุคคล เพื่อเข้าสู่กระบวนการทดสอบความรู้ความสามารถเชิงทฤษฎี และประเมินประสบการณ์วิชาชีพใหม่ เพราะเราไม่ต้องการครูที่มีแต่ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการครูที่มีความเชี่ยวชาญ และได้รับการยกย่องในรูปแบบอื่น ให้เข้ามารับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะได้ด้วย โดยแนวทางรูปแบบใหม่ ต้องลดภาระครู ไม่ดึงครูออกจากห้องเรียน เพราะหากครูต้องไปสอบก็เหมือนเป็นการดึงครูออกจากห้องเรียน ทั้งนี้ รมว.ศธ. ยังได้ยกตัวอย่าง ครูในจังหวัดชัยภูมิ ว่า เป็นครูอาวุโสมีผู้นับหน้าถือตามาก แต่ท่านอาจไม่เหมาะกับการสอบ เนื่องจากอายุมากแล้วแต่ก็มีความรู้ความสามารถในการสอน จึงเกรงว่าในลักษณะนี้อาจทำให้ครูเสียโอกาสไม่สามารถสอบแข่งขันกับเด็กรุ่นใหม่ได้” ปลัด ศธ.กล่าว.

อ่านต่อที่ : http://dailynews.co.th/education/345182

=ร่วมแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์=

Source
เดลินิวส์
แท็ก
แสดงเพิ่มเติม
Close

ตรวจพบโปรแกรมบล็อคโฆษณา

ได้โปรดสนับสนุนเราด้วยการอนุญาติให้โฆษณาแสดงเถอะจ้ะ เพราะมันคือค่าน้ำชากาแฟของเรา